การแต่งหน้าศพสีสันบนร่างไร้วิญญาณ

November 10th, 2016

เบื้องหลังความตายอาจเป็นมุมมองที่ไม่มีใครอยากสัมผัสแต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่คอยแต่งแต้มสีสันลดความเศร้าหมองแห่งการสูญเสีย พวกเขาทำงานกับศพอย่างไร มีเทรนด์การแต่งหน้าหรือไม่ ต้อสุภาพร เอี่ยมวงศ์ พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล ดูแลงานภายในห้องไอซียูมาร่วม 13 ปี เล่าถึงการทำงานด้วยความรักและภูมิใจที่ได้บริการดูแลคนไข้จนถึงวินาทีสุดท้ายข  “ตอนมีชีวิตอยู่เราก็ดูแลเขาเป็นอย่างดี เมื่อคนไข้เสียชีวิตสิ่งสุดท้ายที่เราสามารถทำให้เขาได้คือการทำศพ ให้อยู่ในสภาพสวยงามที่สุดในวาระสุดท้ายของชีวิต โดยเฉพาะการแต่งหน้าผู้เสียชีวิตจากที่หน้าซีดเซียว ให้ดูมีน้ำมีนวลมีสีสันเป็นธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งตรงนี้ต้องขออนุญาตญาติก่อนว่าอยากให้เราทำให้ไหม” ด้วยความเชื่อของคนไทยว่าจิตวิญญาณมีจริง ดังนั้นหากเสียชีวิตก็ควรให้สวมเสื้อผ้าสวยๆ แต่งตัวแต่งหน้าดูดีตอนจากไป

สุภาพร บอกว่าการแต่งหน้าให้ผู้เสียชีวิตก็เหมือนกับการแต่งหน้าคนทั่วไป แต่ต้องทำภายในเวลา 2 ชั่วโมงหลังจากที่เสียชีวิตแล้ว โดยจะเน้นสีที่เป็นธรรมชาติ เรียบๆ สำรวม ดูแล้วเหมือนเป็นคนนอนหลับ สำหรับโทนสีในการแต่งหน้านั้น ขึ้นอยู่กับวัยและสีผิวของผู้เสียชีวิตด้วยถ้าหากเป็นคนผิวขาวหรืออายุยังน้อยจะเลือกใช้เครื่องสำอางสีชมพู หากเป็นคนผิวคล้ำหรือผิวสองสีจะเลือกใช้โทนสีส้มหรือสีน้ำตาล หรือหากเป็นผู้ชายการแต่งหน้าอาจมีเพียงการรองพื้นไม่ให้ผิวซีด ทาแป้ง และทาลิปมันหรือวาสลีนเท่านั้น

“เคยมีอยู่เคสหนึ่งที่อื่นเขาแต่งมาแบบตาสีเขียว ปากแดงแจ๊ด ญาติไม่พอใจเขาเลยอยากให้เราช่วยแก้แต่เราไม่ได้รับทำงานนี้ คือเราดูแลคนไข้ที่โรงพยาบาลเมื่อเสียเราก็ช่วยแต่งให้ฟรีๆ ไม่ได้คิดเพิ่ม ไม่ใช่นโยบายของที่นี่ แต่เราเต็มใจทำให้ ซึ่งนอกจากเรื่องความเชื่อแล้วงานศพของไทยยังมีการรดน้ำศพ การแต่งหน้าจึงมีบทบาทมากขึ้นและมีมานานแล้ว เริ่มแรกสมัยก่อนจะมีแต่ตามโรงพยาบาลเอกชน แต่เดี๋ยวนี้ที่ไหนก็ต้องมี”

สำหรับขั้นตอนการทำศพเบื้องต้น อย่างแรกที่ทำคือ “การอาบน้ำ” เป็นการอาบน้ำ ฟอกสบู่ สระผม เช็ดตัว และเป่าผมให้แห้งด้วยไดร์บนเตียงที่คนไข้เสียชีวิต  จากนั้นจะให้ญาติเลือกเครื่องแต่งกายของผู้เสียชีวิตมาอาจเป็นชุดสวยที่สุดหรือชุดโปรดของผู้ตาย หากเป็นครอบครัวเชื้อสายจีนอาจมีการสวมชุดทับกันตั้งแต่ 3-7 ชั้นตามธรรมเนียมจีน

ขั้นตอนต่อไปคือ “การแพ็กศพ” หมายถึงการใช้สำลีแห้งปิดช่องทวารทั้ง 5 ปาก จมูก หู ทวารหนัก ช่องคลอด ก่อนใส่เสื้อผ้าใหม่และเริ่มขั้นตอน “การแต่งหน้า” เริ่มตั้งแต่การหวีผมรวบไว้ให้เรียบร้อย จากนั้นต้องทาครีมรองพื้น เกลี่ยให้เสมอกันแล้วทาแป้งให้ผิวหน้าเนียน แล้วจึงทาตา ปัดแก้ม ทาปาก ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%97

10 สิ่งข้อควรรู้ เตรียมความพร้อมก่อนไปงานศพ

October 3rd, 2016

8426005_orig

  1. พกกิ่งทับทิมใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อขณะอยู่ในงาน

​ชาวจีนโบราณเชื่อว่าถ้าพกกิ่งทับทิมไปงานศพจะป้องกันเราจากสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ที่อยู่ในงาน

  1. เตรียมน้ำที่มีใบทับทิมไว้ล้างหน้า

​เราควรล้างหน้าหลังจากกลับจากงานศพเพื่อกันไม่ให้วิญญาณคนตายตามเราเข้ามาบ้าน

  1. นำเข็มกลัดมากลัดไว้ที่เสื้อหรือชุดคลุมท้อง

​หากสุภาพสตรีท่านใดกำลังตั้งครรภ์ ให้นำเข็มกลัดมากลัดไว้ที่เสื้อหรือชุดคลุมท้องเพื่อป้องกันสิ่งเร้นลับทั้งหลายที่สามารถมาทำอันตรายเด็กได้ นอกจากนี้โบราณยังเชื่อว่าหากนำเข็มกลัดมากลัดจะป้องกันเด็กหลุดอีกด้วย

  1. พกมีดขณะอยู่ในงานศพ

​เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งอัปมงคลต่างๆ ขณะที่อยู่ในงาน

  1. ห้ามลอดมองใต้หว่างขา

​การมองลอดใต้หว่างขาไปยังโลงศพไม่ควรทำเพราะจะเห็นคนตาย

  1. อย่าชมพวงหรีดว่าสวย

​แม้ว่าพวงหรีดในงานจะสวยแค่ไหนก็ตาม อย่าชมมันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะมีงานศพตามมาอีก

  1. คนที่กำลังไม่สบายไม่ควรไปงานศพ

​เพราะกำลังมีดวงจิตที่อ่อนแอ วิญญาณและสิ่งอัปมงคลต่างๆ จะถือโอกาสเกาะติดกลับมาบ้านด้วย

  1. ไม่ควรร้บประทานอาหารและเครื่องดื่มในงานศพ

​หากใครที่ดวงชะตาไม่ดีหรือเป็นปีชงไม่ควรรับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มในงานศพ เพราะสิ่งชั่วร้ายต่างๆ จะเข้ามาทำร้ายเราผ่านทางอาหารและเครื่องดื่ม

  1. ห้ามหยิบดอกไม้จันทน์ส่งต่อกันในงานศพ

​เพราะการยื่นดอกไม้จันทน์ให้กันนั้นคือการหยิบส่งให้คนตาย ดังนั้นจึงเปรียบเสมือนกับการไปแช่งให้ผู้รับตาย

  1. ที่สำคัญอย่าลืมนำ “พวงหรีด” ไปงานศพ

​ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลในการไว้อาลัยไปงานศพ เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงความเสียใจต่อเจ้าภาพและญาติมิตรของผู้ที่เสียชีวิตแล้ว ยังเป็นการแสดงความเคารพต่อเทวดาซึ่งจะนำพาดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตไปสู่สวรรค์อีกด้วย

การเข้าร่วมพิธีศพของคนญี่ปุ่น

October 30th, 2015

Late Nintendo President Satoru Iwata Funeralพิธีฝังศพประเทศญี่ปุ่นมีความเชื่อในศาสนาพุทธแบบชินโต คือจะทำในแบบของศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่กว่า 90% หลังจากมีผู้ที่เสียชีวิตจะนำน้ำมาล้างปากของผู้ตาย สำหรับสถานที่นั้นจะมีการจัดตั้งโต๊ะที่ประดับไว้ด้วยดอกไม้ ,ธูป หรือเครื่องหอมและเทียนใกล้กับร่างของผู้เสียชีวิต และจะมีการนำมีดมาวางไว้บนหน้าอกของผู้ตายเพื่อเป็นขับไล่วิญญาณร้าย หรือสิ่งไม่ดีไม่ให้มายุ่งกับร่าง หลังจากนั้นญาติและคนทำพิธีจะมีการมอบใบประกาศการตาย เป็นพิธีที่เทียบได้กับพิธีบรรจุศพลงในโลงของศาสนาคริสตร์ ได้แก่การอยู่ข้ามคืนเป็นเพื่อนกับผู้ตาย ซึ่งบรรดาคนในครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย หรือผู้ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อกับผู้ตายจะอยู่ข้ามคืนพร้อมกันหน้าศพก่อนจะทำการบรรจุหรือทำพิธีต่อไป แท่นบูชาในงานศพนั้นจะเป็นหน้าที่ของผู้ที่รับจัดพิธีเป็นผู้ประดับประดาให้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ซึ่งผู้ที่มีอาชีพจัดงานศพนี้จะจัดการให้ตั้งแต่เริ่มพิธีจนกระทั่งส่งมอบอัฐิ

หลังจากบรรจุศพลงในโลงแล้ว ผู้ร่วมพิธีจะทำการไว้อาลัยและทำพิธีกล่าวอำลาครั้งสุดท้ายให้แก่ผู้เสียชีวิต บางครั้งพิธีศพอาจจะทำกันเป็นการภายในเฉพาะคนในครอบครัวและญาติสนิทเท่านั้น โดยผู้ร่วมพิธีทั่วไปจะเข้าร่วมเฉพาะพิธีกล่าวอำลาเท่านั้น เมื่อพิธีกล่าวอำลาเสร็จสิ้นก็จะนำศพไปเผายังฌาปนสถาน และในวันรุ่งขึ้นจะเก็บอัฐิเพื่อนำกลับบ้านหรือนำไปฝังต่อไป หลังจากจบงานศพจะต้องมีการจัดการเรื่องต่างๆ เช่นเงินบริจาค, รายชื่อผู้บริจาคเงิน, สมุดจดรายละเอียดแขกผู้มีเกียรติ, ดอกไม้และสิ่งของที่ทางแขกเป็นผู้บริจาค, จดหมายหรือข้อความที่ทางแขกที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ส่งมา, ค่าใช้จ่ายต่างๆ, ค่าใช้จ่ายที่ทางบริษัทออกให้ก่อน, เงินทำบุญบริจาคแก่พระสงฆ์, เงินหรือสิ่งของสำหรับขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือ, ของชำร่วย, การไปขอบคุณเพื่อนบ้าน, พิธีครบรอบสี่สิบเก้าวัน, พิธีครบรอบวันตายและอื่นๆ

การไปร่วมพิธีศพ
• เสื้อผ้าสำหรับไปร่วมงานศพ ผู้ชายจะใส่สูทสีดำ เสื้อเชิ้ตสีขาว เนกไทสีดำ ส่วนผู้หญิงจะใส่เดรสสีดำทั้งชุด การแต่งตัวต้องสุภาพเพราะถือเป็นการให้เกียรติผู้เสียชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย
• สิ่งที่นำติดตัวไปด้วยคือ ลูกประคำ สำหรับคล้องมือเวลาฟังพระสวดมนต์ และซองเงินช่วยซึ่งจะใส่เงินช่วยเป็นเลขคี่ ตั้งแต่ 3,000 – 30,000 เยน หรือมากกว่านั้นตามกำลังทรัพย์
• เมื่อเข้าไปในงานควรไปลงนามในสมุดร่วมงานที่เจ้าภาพจัดเตรียมไว้พร้อมกับยื่นซองเงินช่วยให้ และไม่ควรพูดเสียงดัง ควรพูดด้วยเสียงค่อยๆเพื่อเป็นการแสดงความเสียใจ

การจัดการพิธีกรรมในงานศพในถูกต้อง

October 7th, 2015

6ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอกันอยู่แล้ว ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรเกรงกลัวกับความตายที่จะเกิดขึ้นแต่สิ่งที่ควรคำนึงคือการกระทำเมื่อยังมีชีวิตอยู่ควรพิจารณาว่าเราได้ประกอบคุณงามความดีและสร้างบุญกุศลเอาไว้ได้มากน้อยแค่ ไหนในช่วงที่มีโอกาสเหลืออยู่ การบอกทางเมื่อเชื่อแน่ว่าผู้ป่วยต้องถึงแก่กรรมหรือมีการบอกให้ทราบว่าจะถึงแก่กรรมในระยะอันใกล้นี้แล้ว ผู้พยาบาลต้องจัดหาดอกไม้ธูปเทียนใส่กรวยใบตองให้ผู้ตายถือไว้และบอกให้รำลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์กับให้ทำใจให้สงบไม่กระวนกระวายเพื่อว่าให้ผู้ตายได้ตายด้วยความสงบทั้งทางร่างกายและจิตใจจริง ๆ

การปฏิบัติเมื่อตายแล้วเมื่อสิ้นลมหายใจให้จุดเทียนไว้ข้างศพ โดยใช้เทียนขี้ผึ้งมีไส้ 7 ไส้ เมื่อเทียนเล่มนั้นจุดหมดดับแล้ว ผู้ตายไม่ฟื้นขึ้นก็เชื่อได้ว่าตายแน่แล้ว ถ้าเอาศพเข้าโลงไม่ทันต้องเอาไว้ข้ามคืน ให้เอาผ้าคลุมศพไว้ และอยู่ตามไฟ กับระวังอย่าให้แมวกระโดดข้าม เพราะถือกันว่าผีจะแรง การอาบน้ำศพ ก่อนเอาศพใส่โลงต้องทำพิธีอาบน้ำศพเสียก่อน ตอนแรกอาบด้วยน้ำอุ่น แล้วอาบด้วยน้ำเย็นฟอกศพด้วยผิวมะกรูดแล้วล้างให้สะอาด เช็ดถูให้แห้งแล้วตำขมิ้นชันสดกับผิวมะกรูดขัดให้ทั่วอีกทีหนึ่ง แล้วแต่งตัวศพด้วยเสื้อผ้าใหม่ ถ้าจะมีการรดน้ำศพอีกก็เอาศพขึ้นวางบนเตียงจับแขนข้างหนึ่งให้ทอดออกมาผู้มารดน้ำศพก็เอาน้ำหอมหยดลงที่ฝ่ามือของศพ อธิษฐานในใจให้อโหสิกรรมที่อาจจะมีอยู่แก่กันเสีย

การเอาศพใส่โลงก่อนเอาศพใส่โลงให้ตำหมากใส่ในปากศพคำหนึ่ง แล้วหาเงินบาทหรือแหวนทองคำใส่ลงไปในปาก เอาขี้ผึ้งหนาประมาณครึ่งนิ้วกว้างพอดีกับหน้าของศพปิดหน้าศพไว้เพื่อกันอุจาดนัยน์ตา เอากรวยดอกไม้ธูปเทียนใส่มือ แล้วตราสังข์ศพด้วยผ้าขาว ยกไปวางในโลง ปิดฝาโลงให้เรียบร้อย การตั้งศพทำบุญ การตังศพทำบุญจะทำที่บ้านหรือที่วัดก็ได้ตอนค่ำมีการนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรมเป็นประจำทุกคืนจนกว่าจะถึงวันกำหนดทำพิธีเผาหรือเก็บศพไว้เผาทีหลัง การเผาศพเมื่อถึงวันเผาศพยกศพไปตั้งในศาลานิมนต์พระมาสวดบังสุกุลถ้ามีเทศน์ก็เทศน์เสียก่อนบังสุกุล หามโลงเวียนเชิงตะกอน 3 รอบแล้วเอาขึ้นตั้งบนเชิงตะกอนให้พระจุดไฟเผาก่อนคนไปร่วมด้วยจึงจุดไฟเผาทีหลังในตอนนี้อาจจะมีการสวดหน้าไฟด้วยก็ได้การเก็บกระดูกศพมักเผาในตอนเย็นรุ่งเช้าจึงมีการเก็บกระดูกและนิมนต์พระมาตักบาตรปากหลุม เป็นเสร็จพิธี

การทำศพของคนสมัยก่อนที่ไม่มีให้เห็นแล้วในสมัยนี้

August 27th, 2015

4

ในยุคนี้ที่ความเชื่อไม่ค่อยมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทยมากมายเหมือนเมื่อก่อนพิธีกรรมต่าง ๆ ที่คนโบราณเคยถือปฏิบัติกันมา ก็ดูเหมือนจะถูกกลืนหายไปกับกาลเวลาทุกวัน ทุกวันด้วยความคิดของคนที่เปลี่ยนไป และเห็นว่าพิธีกรรมเดิม ๆ ที่เคยทำกันมานั้นแสนจะยุ่งยากมากความซะเหลือเกินและพิธีกรรมเกี่ยวกับการทำศพก็คงเป็นหนึ่งในนั้นนั่นแหละค่ะเพราะสมัยนี้เวลามีคนตายเมื่อไหร่วัด ก็ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ที่รับหน้าที่ทำศพไปอย่างไม่ต้องสงสัย แต่อย่าได้เอาไปเทียบกับสมัยก่อนเชียวนะคุณ ๆ  เพราะสำหรับคนโบราณแล้วกว่าจะถึงขั้นตอนการเผาศพหรือฝังศพได้เนี่ย ก็ต้องทำนู่นนี่อีรุงตุงนังมากมายเลยทีเดียวค่ะแต่ขั้นตอนของการทำศพในสมัยก่อนจะต้องทำอะไรบ้างก่อนหลัง คงไม่ขอพูดถึงดีกว่าเพราะมันคงยาวยืดไปหลายตอนเลยทีเดียวเอาเป็นว่าเอนทรี่นี้ขอหยิบยกเรื่องราวเกี่ยวกับการทำศพของคนสมัยก่อนที่ไม่มีให้เห็นแล้วในสมัยนี้มาเล่าให้เด็กสมัยใหม่ฟังกันดีกว่าว่าแล้วก็ไปดูกันว่า พิธีกรรมการทำศพที่เลือนหายไปแล้วน่ะมีอะไรบ้าง

เงินปากผีสมัยก่อนคนโบราณจะนำเงินพดด้วงผูกเชือกใส่ไว้ในปากศพ ด้วยความเชื่ออยู่ 3 อย่างค่ะหนึ่ง คือ เป็นปริศนาธรรมว่าคนตายไปแล้ว แม้แต่เงินทองก็เอาไปไม่ได้ สอง คือ เป็นค่าจ้างให้กับสัปเหร่อ เพราะเจ้าภาพต้องวุ่นอยู่กับการต้อนรับแขก ไม่มีเวลาเอามาให้สัปเหร่อโดยตรง เลยเอาเงินค่าจ้างใส่ปากศพไว้ให้สัปเหร่อล้วงเอาไปนั่นแหละสาม คือ เป็นค่าจ้างสำหรับผู้นำดวงวิญญาณของคนตายไปสู่โลกของวิญญาณหมากปากผี คนโบราณจะตำหมากใส่ปากศพเพื่อเป็นปริศนาธรรมว่า นอกจากคนตายจะเอาทรัพย์สินไปไม่ได้แล้ว แม้แต่หมากที่คนโบราณชอบเคี้ยวกันทุกวัน พอตายไป ต่อให้ป้อนให้ก็ไม่สามารถเคี้ยวได้อีกต่อไปเหมือนกันอาบน้ำศพ คำว่าอาบน้ำศพของคนโบราณ คือการอาบน้ำทั้งตัวเลยค่ะ โดยจะต้มน้ำแล้วใส่สมุนไพรต่าง ๆ ลงไป จากนั้นรอให้น้ำอุ่นก่อนค่อยเอามาอาบน้ำให้ศพ แล้วค่อยอาบด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง ก่อนฟอกด้วยขมิ้นชันเป็นอันเสร็จพิธีส่วนพิธีรดน้ำที่มือศพที่หลายคนเรียกกันว่าอาบน้ำศพในสมัยนี้ ต้องเรียกว่า รดน้ำศพ ถึงจะถูกค่ะ ประตูป่า ก็คือประตูที่ทำเพื่อเอาศพออกโดยเฉพาะ ซึ่งสมัยก่อนคนโบราณจะรื้อฝาบ้านแล้วเอากิ่งไม้มาปักไว้แล้วรวบเป็นซุ้ม แล้วค่อยนำศพออกจากบ้าน โดยเอาปลายเท้าศพออกก่อน เพื่อไม่ให้ศพเห็นบ้านได้ ซึ่งพอเอาศพออกไปแล้ว เค้าก็จะรื้อประตูป่าทิ้งทันที แล้วปิดฝาบ้านที่ทำแบบนี้ เพราะเชื่อว่าวิญญาณคนตายจะหาทางเข้าบ้านไม่ได้นั่นเอง